ในวันที่ผู้บริโภคถูกห้อมล้อมด้วยตัวเลือกนับร้อย ทั้งบนชั้นวางสินค้าและบนหน้าจอมือถือ บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์ เป็นทั้งด่านแรกของการรับรู้ ตัวกระตุ้นอารมณ์และตัวแทนทัศนคติที่ผู้บริโภครับรู้ได้ภายในไม่กี่วินาที
แชมป์-สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาวไทย เจ้าของรางวัลด้านการออกแบบกว่า 200 รางวัลจากเวทีระดับโลก และผู้ก่อตั้ง Prompt Design จะพาไปสำรวจ 9 เทร็นด์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยในปี ค.ศ. 2026 ที่ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความสวยงาม แต่คือกรอบความคิดใหม่ของการออกแบบ ที่ผสานประสบการณ์จากเวทีนานาชาติ เข้ากับบริบทของผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง เทร็นด์เหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของบรรจุภัณฑ์ จากสิ่งที่ดูดี ไปสู่สิ่งที่คิดเป็น มีจุดยืน และสร้างความหมายให้แบรนด์ได้ในระยะยาว
01 Say It Loud, Say It Type เมื่อตัวอักษรกลายเป็นตัวตนของแบรนด์

ในยุคที่ผู้บริโภคตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที ตัวอักษรไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์ประกอบรองอีกแล้ว แต่กลายเป็นพระเอกของบรรจุภัณฑ์ เทร็นด์ Say It Loud, Say It Type คือการใช้ Typography เป็นหน้าแบรนด์อย่างแท้จริง ด้วยการขยายขนาดให้ใหญ่ ชัด กล้า และสื่อบุคลิกโดยไม่ต้องพึ่งภาพประกอบ แบรนด์จำนวนมากเลือกตัดภาพออก เหลือเพียงตัวอักษร สี และจังหวะการจัดวาง เพื่อให้ภาษาเป็นผู้เล่าเรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็นฟอนต์ Sans Serif ที่มั่นใจ ฟอนต์ Script ที่มีอารมณ์ หรือ Custom Font เชิงทดลอง ทั้งหมดทำหน้าที่สร้างการจดจำอย่างตรงไปตรงมาและทรงพลัง ตัวอย่างเช่น Chocolulu ที่ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ สีสด โดยตัวอักษรเล่นลูกเล่นหน้าตาที่น่าสนใจ หรือ Reese’s Popcorn ที่ขยายโลโก้โดยย่อให้เหลือเพียง Re ให้กลายเป็นภาพจำบนชั้นวาง รวมถึง The Botanical Alphabet ที่ยกระดับตัวอักษรให้กลายเป็นคอลเลกชันวัฒนธรรมกราฟิก
ความท้าทาย คือการออกแบบตัวอักษรที่ไม่ใช่เพียงบอกรายละเอียดสินค้า แต่ต้องมีเอกลักษณ์พอจะทำหน้าที่แทนโลโก้ และสามารถทำงานได้ในทุกแพล็ตฟอร์ม ทั้งกายภาพและดิจิทัล
02 From Runway to Retail เมื่อบรรจุภัณฑ์ก้าวสู่โลกแฟชั่น

เทร็นด์นี้สะท้อนการที่บรรจุภัณฑ์ถูกยกระดับจากของใช้สิ้นเปลือง ไปสู่การเป็นแฟชั่นไอเท็ม From Runway to Retail คือการดีไซน์ คิดไปถึงไลฟ์สไตล์ วัสดุ รูปทรง และแนวคิดแบบรันเวย์ มาสู่โลกของสินค้าอุปโภค บริโภค บรรจุภัณฑ์จำนวนมากถูกออกแบบให้สวมใส่ได้ ใช้ต่อได้ หรือสะสมได้ เช่น Veuve Clicquot Puffy Bottle Holder หรือ Johnnie Walker Blue Label Ice Chalet ที่ผสานวิสกี้เข้ากับแฟชั่นฤดูหนาว แพ็กเกจจึงไม่ใช่เพียงสิ่งห่อหุ้มสินค้า แต่กลายเป็นไอเท็มไลฟ์สไตล์แฟชั่น เพื่อเพิ่มความอยากได้ในฐานะ Limited Items
ความท้าทาย คือการรักษาสมดุลระหว่างความสวยงามเชิงแฟชั่นกับฟังก์ชันจริง และไม่ให้บรรจุภัณฑ์กลบตัวสินค้า หรือกลายเป็นเพียงกระแสระยะสั้น
03 Display Drama คิดแพ็กเกจในฐานะเวทีการแสดง

Display Drama คือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คิดเผื่อ “ภาพรวมทั้งระบบ” ไม่ใช่เพียงแพ็กเดี่ยว แต่รวมถึงการจัดเรียง การวางซ้อน และการสร้างโมเมนต์บนชั้นวางหรือในร้าน แพ็กเกจถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเหมือนโมดูล เมื่อนำมาวางรวมกันจะเกิดพลังทางภาพที่ดึงดูดสายตาและเหมาะกับการถ่าย แชร์ และจดจำ ตัวอย่างเช่น ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ที่เลือกใช้ Identity Asset เป็นรถขนส่งขนมปังสด ๆ มาอยู่หน้าฉลากและวิ่งเล่าเรื่องเส้นทางของฟาร์มเฮ้าส์รอบ ๆ บรรจุภัณฑ์ หรือ Yiayia and Friends ที่ออกแบบให้แพ็กเกจแต่ละชิ้นเชื่อมต่อกันได้ จากนกเป็นหัวใจ เกิดเป็นภาพรวมใหม่ที่แข็งแรง
ความท้าทาย คือการออกแบบระบบที่แข็งแรงพอจะทำงานได้จริงในร้านค้าหลากหลายรูปแบบ หากคิดเฉพาะภาพสวยแต่ไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดของการจัดเรียงจริง พลังของ “เวทีการแสดง” อาจหายไปทันที โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างภาพรวมที่น่าดึงดูด แต่คือการทำให้แพ็กเกจทุกชิ้นยังทำหน้าที่ได้ดี แม้อยู่แยกเดี่ยวหรืออยู่ในสภาพชั้นวางที่ควบคุมไม่ได้
04 Big Bold เมื่อความใหญ่และชัดเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อความใหญ่และความชัดคือสิ่งที่แบรนด์ต้องการมากที่สุดบนชั้นวาง ในยุคที่ชั้นวางสินค้าแน่นจนสายตาแทบไม่มีที่ว่าง เทร็นด์ Big Bold เกิดขึ้นจากความจริงที่เรียบง่ายแต่โหดร้าย ซึ่งถ้าไม่ชัดตั้งแต่วินาทีแรก แบรนด์จะถูกกลืนหายไปทันที ความชัดในบริบทนี้ไม่ใช่เพียงการใช้สีแรงหรือขนาดใหญ่ แต่คือการออกแบบที่คิดเพื่อการมองเห็นจากระยะไกล รูปสินค้าถูกยกระดับให้เป็นพระเอกเต็มเฟรม ครอปใกล้จนเห็นตัวตนชัดเจนว่าเป็นอะไรโดยไม่ต้องอ่าน มุมมองใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นตาแต่เข้าใจทันทีช่วยหยุดสายตาได้ในพริบตา ทำให้สินค้าโดดออกมาจากฉากหลังที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูล เช่น PFP สินค้ากลุ่มอาหารทะเลแปรรูปชื่อดัง ที่นำเอาพวกเต้าหู้ปลา ลูกชิ้น หรืออื่น ๆ มาจัดเรียงในมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ และน่ากินมาก ๆ หรือแม่แต่แบรนด์ Toastaria ที่นำการทาสเปรดขนมปังมาออกแบบให้เหมือนทาฉลาก เพื่อให้เห็นเนื้อสเปรดที่ชัดและนำเสนอมุมมองใหม่ได้อย่างน่ากินและน่าสนใจ
ความท้าทาย คือการสมดุลความชัดที่ไม่จำเจ ไม่ใช่เพียงการขยายใหญ่ แต่เป็นการขยายและขยับอย่างมีศิลปะ น่ากิน และโดดเด่นออกมา
05 The Dopamine Effect ออกแบบเพื่อยกระดับอารมณ์

ในวันที่ผู้คนใช้ชีวิตท่ามกลางความตึงเครียดและความเหนื่อยล้า บรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกข้อมูลหรือปกป้องสินค้าอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์แบบฉับไว The Dopamine Effect คือการใช้สีสด คาแรกเตอร์ที่เป็นมิตรและรูปทรงขี้เล่น เพื่อสร้างประกายความรู้สึกดีเล็ก ๆ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น สินค้าธรรมดาจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นรางวัลเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ของความผ่อนคลาย ความหวัง หรือรอยยิ้มที่ไม่ต้องอธิบาย ตั้งแต่บริการสุขภาพจิตอย่าง Oops HEART ที่ใช้ภาษาภาพเพื่อลดอคติและความน่ากลัว ไปจนถึงซีเรียล SUPERKEEN ที่ทำให้การดูแลสุขภาพรู้สึกเป็นมิตรขึ้น ทั้งหมดสะท้อนพลังของดีไซน์ที่ไม่ได้ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่สร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับผู้คนด้วย
ความท้าทาย ของ The Dopamine Effect คือการใช้ความสนุกอย่างมีความหมาย ให้ความสดใส ทำหน้าที่เยียวยาและเชื่อมโยงโดยไม่กลายเป็นความผิวเผิน หรือบั่นทอนความน่าเชื่อถือที่แบรนด์ต้องรักษาไว้ในระยะยาว
06 The Art of Containment ภาชนะในฐานะงานศิลปะ

เทร็นด์นี้ออกแบบราวกับประติมากรรม The Art of Containment คือการยกระดับภาชนะให้กลายเป็นวัตถุที่มีคุณค่าทางสุนทรียะ วัฒนธรรม และการสะสม รูปทรงที่ไหลลื่น วัสดุที่ให้สัมผัสเฉพาะตัว และรายละเอียดเชิงช่าง ถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลา Unboxing ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ภาชนะจึงไม่จบหน้าที่เมื่อสินค้าถูกเปิด แต่ยังคงอยู่ต่อในฐานะของตกแต่ง วัตถุสะสม ที่สื่อสารตัวตนของแบรนด์อย่างเงียบแต่ทรงพลัง ตัวอย่างอย่าง KUBOTA GIN, AQUAFAM และ Belvedere 10 แสดงให้เห็นว่ารูปทรง วัสดุ และขั้นตอนการเปิดกล่อง สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าแบรนด์ได้อย่างแนบเนียน
ความท้าทาย คือการสร้างความงามที่ไม่หลุดจากความเป็นจริง ภาชนะที่มีฟอร์มซับซ้อนหรือมีลูกเล่นเชิงประสบการณ์สูง ต้องยังคงผลิตได้จริง ควบคุมคุณภาพได้ และสอดคล้องกับต้นทุนของสินค้า โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการออกแบบให้ “ดูเหมือนงานศิลปะ” แต่คือการทำให้งานศิลปะนั้นสามารถถูกทำซ้ำ ถูกส่งต่อ และยังคงคุณค่าเดิมได้ในทุกชิ้นที่ผู้บริโภคถืออยู่ในมือ
07 AI + Human Hybrid Design การผสานอัลกอริทึมกับสัญชาตญาณมนุษย์

เมื่อความเร็วของปัญญาประดิษฐ์มาบรรจบกับวิจารณญาณของมนุษย์ เทร็นด์ AI + Human Hybrid Design สะท้อนการออกแบบยุคใหม่ที่ไม่ได้เลือกข้างระหว่างเทคโนโลยีกับความเป็นมนุษย์ แต่ผสานทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างมีเจตนา AI ถูกใช้เพื่อสำรวจความเป็นไปได้จำนวนมหาศาล สร้างรูปแบบ ทดสอบทางเลือก และเร่งกระบวนการคิด ขณะที่มนุษย์ยังคงทำหน้าที่ตัดสินใจ กลั่นกรอง และใส่ความหมายเชิงอารมณ์ลงไปในงานออกแบบ ผลลัพธ์คือดีไซน์ที่ทั้งเฉียบคม รวดเร็ว และยังคงมีจิตวิญญาณ ไม่ใช่งานที่ดูฉลาดอย่างเดียว แต่เป็นงานที่รู้สึกถูกต้องสำหรับแบรนด์และผู้คน
ความท้าทาย คือการพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้งานออกแบบดูคล้ายกันและขาดอารมณ์ ขณะที่การไม่กำหนดบทบาทของมนุษย์ให้ชัดเจนอาจทำให้แบรนด์สูญเสียเสียงและจุดยืนของตัวเอง ความท้าทายจึงอยู่ที่การใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ผู้ตัดสิน และรักษาความคิดเชิงมนุษย์ให้เป็นหัวใจของงานออกแบบเสมอ
08 Colours That Shout Confidence สีสันในฐานะพลังความมั่นใจ

สำหรับ Gen Z สีไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างความสวยงาม แต่คือภาษาในการประกาศตัวตน สีจัด สีแรง สีนั้นถูกใช้เพื่อสื่อความมั่นใจ ความกล้า และท่าทีที่ชัดเจนต่อโลก เทร็นด์นี้สะท้อนคนรุ่นที่ไม่ต้องการความเป็นกลาง แต่เลือกใช้สีเพื่อบอกว่าฉันคือใคร มั่นใจ ตั้งแต่เฉดที่ตัดกันแรง ไปจนถึงการจับคู่สีที่ไม่ตามกฎเดิม สีจึงกลายเป็นเสียงของแบรนด์ที่พูดแทนความคิด จุดยืน และความมั่นใจแบบตรงไปตรงมาในแบบที่ Gen Z เข้าใจทันที
ความท้าทาย คือ การใช้สีที่แรงและมั่นใจโดยไม่กลายเป็นความฉาบฉวยคือโจทย์สำคัญ หากสีถูกใช้เพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจโดยไม่มีความหมายหรือความสม่ำเสมอ อัตลักษณ์ของแบรนด์อาจดูเสียงดังแต่ไม่น่าเชื่อถือ และหมดพลังได้อย่างรวดเร็วในสายตา Gen Z
09 Iconic Asset Takeover เมื่อสิ่งที่ไม่ใช่โลโก้ กลายเป็นแบรนด์

เมื่อทางเลือกใหม่ของแบรนด์ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งโลโก้ แต่เลือกใช้สิ่งที่คนจำได้ทันที เป็นตัวแทนตัวตน แพตเทิร์น รูปทรงสินค้า คาแรกเตอร์ หรือองค์ประกอบเฉพาะถูกดันขึ้นมาเป็นพระเอกหลักของการสื่อสาร นั่นคือการสร้าง Identity เพื่อเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นแบรนด์ใด เทร็นด์นี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการอธิบายตัวเอง ไปสู่การสร้างการจดจำแบบสัญชาตญาณ โดยอาศัยการใช้ซ้ำอย่างมีระบบและความคุ้นเคยที่แข็งแรง เพื่อให้แบรนด์โดดเด่นได้แม้ไม่มีชื่อหรือโลโก้อยู่ตรงหน้า เช่น EZYGO ที่นำเอา Iconic Asset มาสร้างเป็นแคมเปญ เมนูอร่อยติดใจคนไทยเกินล้าน! โดยนำเครื่องหมายตกใจ มาสร้างเป็น Iconic ทำให้แคมเปญนั้นชัดในเรื่องความ Surprise ส่วนแบรนด์ Blue Diamond เป็น Almond ที่นำ Iconic รูปทรง Diamond ผลึกมาจัดการสร้างระบบบรรจุภัณฑ์และอัตลักษณ์ในชิ้นงานต่าง ๆ
ความท้าทาย คือ การเลือก Iconic Asset ที่แข็งแรงพอจะยืนแทนแบรนด์ได้จริงคือโจทย์หลัก หาก Asset ยังไม่ชัดหรือยังไม่สม่ำเสมอ การลดบทบาทโลโก้อาจทำให้การจดจำอ่อนลง และแบรนด์เสี่ยงที่จะดูเหมือนมีสไตล์ แต่ไม่มีตัวตนที่ชัดเจน
เมื่อมองภาพรวมของทั้ง 9 เทร็นด์ จะเห็นชัดว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในปี ค.ศ. 2026 ไม่ได้มุ่งไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบที่คิดเป็นระบบ คิดเป็นอารมณ์ และคิดเป็นกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรที่กล้าขึ้น สีที่มั่นใจขึ้น ภาพที่ชัดขึ้น หรือภาชนะที่กลายเป็นงานศิลปะ ทุกเทร็นด์ล้วนสะท้อนความจริงเดียวกัน แบรนด์ต้องสื่อสารให้เร็ว ชัด และจริงใจมากกว่าที่เคย
ดังนั้นความท้าทายของแบรนด์ไทยทุกแบรนด์ในวันนี้จึงไม่ใช่การตามเทร็นด์ให้ทัน แต่คือการเลือกใช้เทร็นด์เหล่านี้อย่างเข้าใจตัวตนของตัวเอง และแปลงให้กลายเป็นอัตลักษณ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะในโลกที่ทุกอย่างแข่งกัน บรรจุภัณฑ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องโดดเด่น หรือพยายามเรียกร้องความสนใจมากที่สุด แต่คือสิ่งที่ถูกจดจำมากที่สุด และยังคงพูดแทนแบรนด์ได้ แม้ไม่มีใครอธิบายอะไรเพิ่มเติม